อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง เปิดอาคารที่ว่าการอำเภอสิเกา (หลังใหม่) และครบรอบ 138 ปี อำเภอสิเกา
3/10/2568 |
102
|
อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง เปิดอาคารที่ว่าการอำเภอสิเกา (หลังใหม่) และครบรอบ 138 ปี อำเภอสิเกา
วันนี้ (ศุกร์ที่ 3 ตุลาคม 2568) นายทรงกลด สว่างวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง เป็นประธานประกอบพิธีทำบุญขึ้นอาคารที่ว่าการอำเภอสิเกา (หลังใหม่) และครบรอบ 138 ปี อำเภอสิเกา โดยมี นายมานิตย์ ท่าจีน นายอำเภอสิเกา หัวหน้าส่วนราชการสังกัดกระทรวงมหาดไทย นายอำเภอ ทุกอำเภอ หัวหน้าส่วนราชการทุกส่วนราชการ กำนัน ทุกตำบล ผู้ใหญ่บ้าน และพี่น้องประชาชน ร่วมพิธี ณ อาคารที่ว่าการอำเภอสิเกา (หลังใหม่) ตำบลบ่อหิน อำเภอสิเกา จังหวัดตรัง โดยอำเภอสิเกาได้ดำเนินการก่อสร้างอาคารที่ว่าการอำเภอหลังใหม่แล้วเสร็จอย่างสมบูรณ์ เพื่อใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติราชการ และให้บริการประชาชนในพื้นที่ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยในวันนี้ได้จัดให้มีพิธีทำบุญขึ้นอาคารเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่สถานที่ราชการแห่งใหม่นี้ ตลอดจนเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน และประชาชนชาวอำเภอสิเกาทุกคน
ทั้งนี้ อำเภอสิเกา ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นอำเภอ ขึ้นต่อจากเมืองกันตัง (เมืองตรังในขณะนั้น) เมื่อปี พ.ศ. 2430 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เหตุผลที่เลือกตั้งตัวอำเภอในที่ตั้งปัจจุบันบริเวณคลองสิเกา คือ เพื่อป้องกันข้าศึกในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 (ญี่ปุ่นขึ้นเมือง) โดยสมัยก่อน อำเภอสิเกามีพื้นที่กว้างขวางกว่าปัจจุบัน คือ พื้นที่ด้านตะวันตกเฉียงเหนือทั้งหมดของจังหวัด นับตั้งแต่ชายเขตอำเภอห้วยยอด ในปี พ.ศ. 2464 อำเภอสิเกา หรือ "สิเก๊า" ตามราชกิจจานุเบกษา มีฐานะเป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดตรัง มีตำบลในเขตการปกครองทั้งหมด 9 ตำบล ได้แก่ ตำบลสิเก๊า(ตำบลสิเกาในปัจจุบัน) ตำบลเขาไม้แก้ว ตำบลกะลาเส ตำบลวังมะปราง ตำบลเขาเศษ (ตำบลเขาวิเศษในปัจจุบัน) ตำบลท่าสะบ้า ตำบลนาเหมืองเพ็ชร์ (ตำบลนาเมืองเพชรในปัจจุบัน) ตำบลไม้ฝาด และตำบลหนองตรุด
ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง กล่าวว่า อาคารที่ว่าการอำเภอแห่งนี้ ถือเป็นศูนย์กลางการปฏิบัติราชการ และการให้บริการประชาชน การก่อสร้างแล้วเสร็จอย่างสมบูรณ์ นับเป็นความภาคภูมิใจร่วมกันของพี่น้องชาวอำเภอสิเกา ที่จะได้รับบริการที่สะดวก รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ขอชื่นชมการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนทั้งส่วนราชการ ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น และพี่น้องประชาชน ที่ได้ร่วมแรงร่วมใจสนับสนุนการดำเนินงานจนบรรลุผลสำเร็จ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า อาคารแห่งนี้ จะเป็นสถานที่ที่สร้างความผูกพันระหว่างภาครัฐกับประชาชน ให้เข้มแข็งและก้าวหน้าต่อไป